hammer of a gun

สุรชัย พิงชัยภูมิ

Thursday, December 28, 2006

ฤดูหนาว

นานแล้วที่ผมไม่ได้เห็นกองไฟที่ถูกก่อขึ้นเพื่อผิงกันความหนาว...

ผมจากบ้านเกิดมานาน ป่านนี้กองไฟคงเรียงรายอยู่ตามสองข้างทาง สี่ห้าปีมานี้ผมขังตัวเองอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยหน้าที่การงานที่ตัวเองได้เลือกแล้ว ผมจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เดินทางออกไปต่างจังหวัด แม้แต่ปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพฯ ผมก็แทบไม่มีโอกาสเหยียบย่างไปถึง

สองสามวันมานี้ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าฤดูหนาวได้มาถึงกรุงเทพฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รู้ได้จากอาการนอนตัวขดตัวงอกอดก่ายตัวเองอยู่เหมือนตัวหนอนในตอนเช้า ตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ผมต้องทำความเข้าใจกับน้ำหยดแรกเสียก่อนที่มันจะรดรินลงบนเรือนร่างของผม เมื่อปรับจูนทำความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ผมจึงค่อยกัดฟัน กลั้นใจ หนึ่ง... สอง... ส้ำ!

ฤดูหนาวมีกลิ่นอายของมัน... ผมได้กลิ่นควันไฟบางเบา มันเร้าความรู้สึก และเรียกความทรงจำบางชนิดให้หวนคืนมา เช่น เพลงเพลงหนึ่ง เมื่อเราได้ยินได้ฟังมันอีกครั้ง อาจทำให้เรานึกถึง วันหนึ่ง คืนหนึ่ง สถานที่หนึ่ง ครั้งหนึ่ง และใครคนหนึ่ง มันคือจำนวนที่มิอาจนับของสิ่งที่ล่วงเลยผ่านมา เราอาจคิดถึง เราอาจรัก กระทั่งเราอาจเจ็บปวด เราก็ได้แต่รู้สึกและนึกถึงมัน เราทำได้แค่นั้น...

เปิดประตูห้อง ลมเย็นปะทะใบหน้า ยอดหญ้าลู่เอนไหว ใบไม้หล่นร่วง ปวงความสุข โอ... ผมรู้สึกถึงปวงความสุขที่หลากล้นหลั่งไหลอยู่ในสายลม ดอกไม้ผลิบาน และเสียงนกร้องเริงรำ ฤดูหนาวนำพาสิ่งเหล่านี้มาสู่ชีวิตแต่เช้า ผมรู้สึกว่าโลกทั้งโลกต่างยิ้มโยนความสุขมาสู่ผม แม้แต่หมาข้างถนนที่กำลังเดินแกว่งหางอยู่ไม่ไกล มันยังหันมายิ้มให้ผมเลย

นานแล้วที่ผมไม่ได้เห็นกองไฟที่ถูกก่อขึ้นเพื่อผิงกันความหนาว...

ป่านนี้กองไฟที่บ้านเกิดคงเรียงรายอยู่ตามสองข้างทาง หลานๆ คงนั่งล้อมรอบกองไฟกันตาแป๋ว พวกเขาคงกำลังหาเผือกหามันมาเผากินกัน...

กรุงเทพฯ หนาวแล้ว และกองไฟกองหนึ่งถูกก่อขึ้นในกรุงเทพมหานคร
อา! ...ผมช่างตื่นเต้นอะไรเช่นนี้!

Tuesday, December 12, 2006

เราและนายเป็นเพื่อนกัน

ด.ช.ไม้ กับ ด.ช.แทนเป็นเพื่อนกัน และสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนกับผม ด.ช.ไม้กำลังศึกษาอยู่ชั้นป.1 ครึ่ง (เจ้าตัวยืนยันกับผมเอง) ขณะที่ด.ช.แทนกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 บ้านของด.ช.ไม้อยู่ตรงข้ามกับบ้านของด.ช.แทน และทางสายกลางระหว่างบ้านของเด็กชายทั้งสองคือทางเดินไปยังบ้านไม้สองชั้นรูปทรงโบราณ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของผม (เมื่อสองปีที่แล้ว) ผมเดินนับระยะทางจากประตูทางเข้าจนถึงประตูบ้านได้ประมาณ 30 ก้าว ด.ช.ไม้เดินนับก้าวอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยไม่เถลไถลออกไปนอกเส้นทางได้ 40 ก้าวครึ่งกับอีกกะจึ๋งนึง (มันบอก) ส่วนของด.ช.แทนนับได้ 48 ก้าวพอยี้พอยีเละ! แปลว่า พอดี๊พอดีเป๊ะ! ด.ช.แทนเขายังพูดไม่ค่อยชัด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเราคุยกันเรื่องหนัง และมีประเด็นเรื่องของแผ่นผีซีดีเถื่อนเข้ามาเกี่ยวด้วย ด.ช.ไม้ก็เลยถามออกไปว่า “แผ่นหนังการ์ตูนที่น้องแทนดูเมื่อวานชัดหรือเปล่า พี่ไม้อยากดูบ้าง” คำตอบที่ได้ก็คือ “ชักๆ ชักมากเยยพี่ไม้” สรุปวันนั้น ด.ช.ไม้ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชักเจนจากด.ช.แทนเสียที

ด.ช.ไม้เป็นเด็กตัวดำล่ำบึ๊ก ขณะที่ด.ช.แทนจะดูสะโอดสะอง สำอาง ผิวขาวอมชมพู ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โตขึ้นด.ช.แทนเป็นนายแบบได้สบายๆ ...ส่วนผมนั้น หล่อ! (แต่เพิ่งรู้ตัวเมื่อไม่นานนี้เองว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดมาตลอด) และด้วยเหตุผลจำนวนนี้ ผมจึงเรียกด.ช.ไม้ว่า ไอ้แจ๊ค เรียกด.ช.แทนว่า ไอ้เจี๊ยบ ซึ่งเป็นชื่อตัวเอกในเรื่องแฟนฉันอันโด่งดัง (ในตอนนั้น) ด.ช.ไม้ยังไม่เคยดูหนังเรื่องแฟนฉัน ด.ช.แทนก็เหมือนกัน

เมื่อถูกเรียกว่า “ไอ้แจ๊ค” ด้วยน้ำเสียงหัวเราะเยาะหยันอยู่บ่อยๆ และบ่อยๆ เข้า ไอ้แจ๊ค หรืออีกนามหนึ่งคือ ไอ้ไม้ มันก็ทนไม่ไหว ออกอาการสงสัย และมีสีหน้าไม่พอใจ พอคุณไม้ไม่สบอารมณ์ มันก็เลยเดินอาดๆ เข้าไปในสำนักงาน ตรงเข้าหาสาวหน่อง สาวสวยฝ่ายศิลป์อีกคนหนึ่งประจำสำนักงานของเรา ด้วยหน้าตาถมึงทึง (ตามคำบอกเล่าของสาวหน่อง) แล้วมันก็เอ่ยขึ้น “พี่หน่อง ไม้ขอดูหน้าไอ้แจ๊คหน่อยดิ” เมื่อเห็นคุณไม้อารมณ์บ่จอย สาวหน่องจึงรีบกระวีกระวาดหาภาพไอ้แจ๊คในหนังสือแฟนฉันมาบรรณาการคุณไม้มัน

...ได้ยินเสียงปิดประตูดังโคร้ม! คุณไม้เดินทำตาหยีๆ ปากเชิดขึ้น จมูกบานออก ท่าทางเอาเรื่องน่าดู มันเดินตรงรี่เข้ามา ตรงเข้ามา แน่นอนว่าเป้าหมายของมันนั้นคือผม ยืนรอมันอย่างสงบอยู่ข้างๆ ตะแคร่ใต้ต้นชมพู่ คุณไม้เดินมาหยุดตรงหน้าไม่กี่ก้าว ยัง มันยังไม่ลงมืออะไร มันเพียงแต่เอามือเกาคางเบาๆ อย่างพวกมาเฟียเขาทำกันในหนังนั่นแหละ แล้วมันก็ใช้หางตาที่มันคงคิดว่าอำมหิตเหี้ยมเกรียมตายละ มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบเหยียดๆ และก่อนที่ผมจะเอ่ยอะไรออกไป คุณไม้มันก็ชิงจังหวะเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า เนิบนาบ และเอิบอาบไปด้วยความเย็นยะเยือก ผมรู้ว่ามันต้องการมอบความเจ็บปวดให้ค่อยๆ ชำแรกเข้าสู่ขั้วหัวใจของผมอย่างเลือดเย็น “หล่อตายล่ะสิ คิดว่าตัวเองหล่อชิบ...ละซิ” แล้วมันก็ค่อยๆ ทำขวาหัน ถ้าตาไม่ฝาด ผมเห็นมันเดินจากไปในท่าสโลโมชั่น เหมือนเจ้าพ่อในหนังมาเฟียหลังสั่งสอนนักเลงปลายแถวให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร ใครหย่ายย หือ!

ตกเย็นหลังเลิกงาน ด.ช.แทนเอากระดาษปึกใหญ่มาชวนผมพับจรวด แล้วเราก็เล่นร่อนจรวดกันอยู่บนลานหน้าสำนักงานอย่างสนุกสนาน และแล้วทันใดนั้น แบบไม่คาดฝัน คุณไม้ก็โผล่มาในชุดของยอดมนุษย์อะไรสักอย่าง “มังแปงร่างได้มั้ยพี่ไม้” ด.ช.แทนถาม คุณไม้หยิ่ง ทำเป็นไม่สนใจ มันมาพร้อมกับ BMX คู่ใจ ใช้หางตามองผม (อีกแล้ว) อย่างผู้เหนือกว่า มันออกคำสั่งให้ด.ช.แทนเข้าไปหา ผมรู้ มันอยากโชว์ ‘ของ’ และคิดว่าผมคงเข็ดขยาด ไม่กล้ายียวนกวนประสาทมันอีก แต่ผิดแล้ว! คุณไม้เอ๋ย! มันไม่รู้ว่าผมรอจังหวะนี้มานาน (ทั้งวัน) แค่ไหน เพื่อชำระหนี้แค้นนี้...

ผมแกล้งทำเป็นทึ่ง ตะลึง และสนใจชุดยอดมนุษย์ที่มันใส่ มันเอามือกอดอกทำท่าเท่ๆ เหมือนยอดมนุษย์ผู้มาเพื่อพิทักษ์โลกและปกป้องมวลมนุษย์จากเหล่าปีศาจร้าย และก่อนที่มันจะเอ่ยอะไรออกมา ผมก็ฉวยโอกาสเอ่ยขึ้นว่า “อ้าว! ไอ้...แจ๊คคค! เอ็งไปเอาชุดกิ้งกืออะไรมาใส่อีกล่ะน่ะ!”

ทุกวันนี้ ผม ด.ช.ไม้ และด.ช.แทน กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเหมือนตอน (ใกล้ๆ) จบของหนังเรื่องแฟนฉัน “เรื่องที่แล้วมา ก็ให้มันแล้วไปก็แล้วกัน” ด.ช.ไม้มันว่าของมันอย่างนั้น

*ป.ล. ป่านนี้พวกนายคงโตขึ้นมากแล้วนะ เราคิดถึงพวกนายว่ะ

Tuesday, October 17, 2006

Song of remember...

เขาบังเอิญได้ฟังเพลงซึ้งๆ เพลงหนึ่ง...
แต่กว่าจะรู้สึกตัว หัวใจของเขาก็ฉ่ำไปด้วยความเศร้าระทด เสียงไวโอลินหวานเหงาทอทอดท่วงทำนองดุจสายฝนโปรย เนื้อร้องบอกเล่าเรื่องราวของเขาและเธอ วันเวลาของเขาและเธอกำลังจะหมดลง...
วันเวลาของเขาและหญิงสาวคนรักได้หมดลงไปนานแล้ว ที่เหลืออยู่ก็คล้ายตะกอนที่ก่อรูปเป็นความทรงจำ ความทรงจำซึ่งดุจดั่งเงาในสายน้ำ นอนสงบนิ่งดุจเจ้าชายนิทรา เจ้าชายผู้พิกลพิการ! เป็นความทรงจำที่เกิดจากการชิงสุกก่อนห่ามของชายและหญิงผู้มักง่าย เห็นแก่ตัว และไม่รับผิดชอบ เขาเชื่อแน่ว่าทั้งเขาและเธอต่างคิดถึงมันอย่างเศร้าเสียใจ เสียดาย และสำนึกผิด
เขาบังเอิญได้ฟังเพลงเพลงนั้นบนรถปรับอากาศยูโรทูสีส้มสาย 60 ช่วงเวลาห้าทุ่มเศษๆ เป็นค่ำคืนหนึ่งของกรุงเทพฯในเดือนกุมภาพันธ์ เขาจำไม่ได้ว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่เป็นวันที่ความรู้สึกของเขาไม่ต่างจากสัตว์บาดเจ็บ โดดเดี่ยว และหลงทาง...
ค่ำคืนนั้นรถยูโรทูวิ่งช้ากว่าปกติ ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบ สอดประสานกับจังหวะและท่วงทำนองดนตรีหวานเศร้านั้นอย่างนิ่มนวล รับกับภาพต่างๆ ที่ผุดวาบพรายขึ้นมานอกหน้าต่างกระจก ไล่สลับสับเปลี่ยนกันไปตามรายทาง เขารู้สึกราวกับว่ารถยูโรทูคันที่เขานั่งอยู่นั้นกำลังเคลื่อนเข้าไปสู่อดีต พาเขาท่องเที่ยวไปในดินแดนของความทรงจำ กระทั่งเขาได้พบกับความทรงจำหนึ่งที่ป้ายรถเมล์ ภาพของเขากับหญิงสาวคนรักกำลังกระเซ้าเย้าแหย่หยอกล้อกัน...
ขณะรถเคลื่อนผ่านไป แต่เขากลับรู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ เขาจำได้แม่นยำว่าค่ำคืนที่เขายืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์กับหญิงสาวคนรักพร้อมช่อกุหลาบสีแดงในมือที่เธอมอบให้นั้นเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค่ำคืนที่กรุงเทพฯกลายเป็นสวนดอกไม้ โลกรอบข้างต่างยิ้มโยนความสุขมาสู่เขา แต่มันเป็นความสุขที่... วันหนึ่ง นกสีขาวก็คาบกุหลาบสีแดงในมือของเขาบินจากไป... และนั่นทำให้น้ำใสๆ หยดหนึ่งร่วงหล่นจากขอบตา ทำให้เขานึกตำหนิตัวเองว่า ช่างเป็นคนอ่อนแอยิ่งนัก
...ความเปล่าเปลี่ยวทำให้ผู้หญิงชั่วร้าย, ที่รัก ผู้ชายด้วย อย่าปล่อยให้ตัวเองเหงานะ... เขาจำประโยคหนึ่งนี้จากหนังสือชื่อ ‘ความรื่นรมย์แห่งชีวิต’ ของโนดาร์ ดุมบัดเซ่ นักเขียนชาวจอร์เจีย เขาท่องจำมันจนขึ้นใจ ใช่! ค่ำคืนนั้นเขารู้สึกเหงาและเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก เขาได้แต่รำพึงในใจว่า ...เธอกำลังปล่อยให้ฉันเหงานะที่รัก!...
เขาถลำลึก จมดิ่งอยู่ในภวังค์ และวนเวียนอยู่ในเขาวงกตของความทรงจำ วนเวียนอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับดูหนังม้วนเดิมที่ฉายวนอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันก็ให้ความรู้สึกไม่แตกต่างกับฟังเพลงจากแผ่นเสียงตกร่อง วนเวียนอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
กระทั่งเขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รถก็เลยป้ายไปแล้ว...
เพลงเพลงนั้นจบไปนานแล้ว แต่ความหวานเศร้าของมันยังแผ่วแว่วอยู่ในโสตสำนึก เขาเดินกลับป้ายรถเมล์ที่รถยูโรทูเพิ่งเลยผ่านมา เดินย้อนกลับมา กลับมาสู่โลกของความเป็นจริง กลับมาสู่โลกของปัจจุบัน ณ ค่ำคืนหนึ่งของกรุงเทพฯในเดือนกุมภาพันธ์ แต่เขาจำไม่ได้แล้วว่าเป็นวันที่เท่าไหร่
เขาบังเอิญได้ฟังเพลงซึ้งๆ เพลงหนึ่ง...

**ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์กรุงเทพโรแมนติก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
หมายเหตุ : เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้นทั้งเพ

Tuesday, October 10, 2006

อัสดงบนถนนข้าวสาร

หลังเลิกงานทุกคืนผมต้องเดินผ่านถนนสายนี้ ลัด และตัดออกสู่ถนนราชดำเนิน เพื่อรอขึ้นรถเมล์กลับที่พัก...

ถนนข้าวสาร

ผมยังจำคืนแรกที่เท้าเหยียบย่างสัมผัส ผมรู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ออก โอยย... ทำไมผู้คนจึงเยอะขนาดนี้ มีแทบทุกชาติ ทุกเพศ กะเทย ตุ๊ด ทอม เลสเบี้ยน และหมา โอกาสอันใกล้ชิด สัมผัส และหายใจรดต้นคอระหว่างไอ้คนโซซกมกกับสาวไฮโซผู้สูงส่ง ในห้วงยามที่คลื่นของผู้คนกำลังกระแทกระลอก โล้ลอย และโอนเอนไปตามครรลองของมัน พร้อมๆ กับเสียงดนตรีสนั่นหวั่นไหว กระแทกหัวใจอยู่โครมๆ!

หากจินตนาการถึงหนังแนววิทยาศาสตร์แฟนตาซี ถนนสายนี้ก็คล้ายห้องทดลองอันรกรุงรังของด็อกเตอร์สติเฟื่อง มีสิ่งมีชีวิตทุกสปีชีส์ ผมรู้สึกว่าถนนสายนี้กำลังเกิดการออสโมซิสกันทางวัฒนธรรม ยิ่งดึกยิ่งเข้าใกล้จุดออกัสซึ่ม...

อ่าส์!

ถนนที่มีความยาวเพียง 300 เมตร แต่กับความรู้สึกในค่ำคืนแรกของผม ถนนสายนี้มันช่างยาวไกล และนานเหลือเกิน ไกลในความรู้สึก และนานอยู่ในความคิดนึกของคนผู้แปลกหน้าต่อมัน ถนนสายสั้นๆ ที่บางครั้งผมก็รู้สึกว่ามันเหมือนชายชราผู้ใจดี ด้วยความที่เป็นถนนเก่าแก่สายหนึ่ง บางขณะมันกลับคลับคล้ายชายหนุ่มผู้สง่างาม บางห้วงยามเธอก็กลายเป็นเด็กสาวผู้แสนซนและน่ารัก แต่บางคราวเธอก็ดูเป็นหญิงลึกลับและดุร้าย!

บางคนสนใจวิถีชีวิต บางคนเสพติดและติดหล่มจมปลักอยู่กับมัน แต่กับบางคน ความฝันของเขาอยู่บนถนนสายนี้...

โดยหน้าที่การงาน ความจำเป็น และเส้นทางที่ตัวเองเป็นคนเลือก ผมจึงต้องทำใจและจำใจเดินผ่านถนนสายนี้อยู่ทุกค่ำคืน และในค่ำคืนแรกๆ นั้น ผมต้องเดินชนิดที่เรียกได้ว่า โกยอ้าว เลยล่ะ แต่ด้วยความหนาแน่นของผู้คน รถเข็น และร้านค้า ผมจึงกลับมาสู่การเยื้องย่างอย่างสะเปะสะปะเหมือนเดิม ...ราวกับหลุดออกมาจากเขาวงกต ผมเดินทะลุสู่ถนนราชดำเนิน หยุดพัก หายใจลึกๆ เอาอากาศก้อนใหญ่ๆ เข้าปอด เรียกสติกลับคืนมา แล้วไปยืนรอรถเมล์ เมื่อวิญญาณกลับคืนสู่ร่าง ผมจึงทำความเข้าใจกับตัวเองเสียใหม่ ถ้าเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ผมคงไม่ไหวแน่ๆ หรือว่าเราอคติกับถนนสายนี้เกินไป รู้! ว่าไม่ชอบเสียงดังและความวุ่นวาย แต่เราอยู่กับความเชื่อและความรู้สึกเดิมๆ มากเกินไปหรือเปล่า เรารู้จักเขาดีหรือยัง ลองเปลี่ยนบรรยากาศ และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตบ้างดีมั้ย เหมือนคนรู้หน้าไม่รู้ใจ บางคนนึกว่าเป็นคนดี แต่เอาเข้าจริงถึงขั้นชั่วร้าย แต่บางคนที่นึกว่าร้าย กลับกลายเป็นคนที่เราหลงรักหัวปักหัวปำ เราก็เคยมีประสบการณ์อะไรประมาณนั้นมาแล้วไม่ใช่เหรอ

โดยหน้าที่การงาน ความจำเป็น และเส้นทางที่ตัวเองเป็นคนเลือก ผมจึงต้องกลับมาทำความเข้าใจ และทำความรู้จักกับมันอีกครั้ง...

สวัสดีถนนข้าวสาร!

ถนนที่มีความยาวเพียง 300 เมตร ทอดตัวเหมือนงูนอนตาย เป็นถนนสายสั้นๆ ที่บรรจุและบรรทุกความฝันของใครหลายคนไว้บนแผ่นหลังของมัน บางคนในบางค่ำคืนเขากำลังนั่งพับความฝันของตัวเองอยู่เงียบๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่หวนคืนมา บางคนกำลังเริงร่าไร้สติ แต่กับบางคนเขากุมความฝันของตัวเองไว้มั่นแล้ว กระทั่งเขาอาจเป็นผู้กุมความฝันของใครหลายคนไว้ในกำมือ นั่นคือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด!

ความสำเร็จใครก็ปรารถนา ดั่งเช่นธุรกิจการค้าและการตลาดหลังอัสดง นี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลเวียนอยู่ในช่องท้องของถนนข้าวสาร และนี่คือกระเพาะอาหารของผู้คนบนถนนสายนี้

สูง-ต่ำคือคู่ตรงข้าม เหมือนฟ้ากับดินที่ไม่อาจแยกจากกัน อุปมาเป็นฉันใด อุปไมยก็เป็นฉันนั้น เช่นดั่งแผงและร้านค้าแบกะดินที่วางแผงขายสินค้าเรียงรายตามฟุตบาท เผชิญหน้ากับร้านอาหาร ผับ บาร์ อันใหญ่โตหรูหราสารพัด แออัดยัดทะนานกันอยู่บนถนนสายเล็กๆ สั้นๆ สายนี้ ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่า สัตว์ใหญ่ย่อมต้องกินสัตว์น้อย ปลาใหญ่ย่อมต้องกินปลาน้อย นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติและธรรมดาไม่ใช่หรือ แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างไรล่ะว่า ไม่ว่าสัตว์ใหญ่หรือสัตว์น้อย ปลาใหญ่หรือปลาน้อย เมื่ออาศัยอยู่ร่วมสายธารเดียวกัน ก็ย่อมต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ก็มันคือชีวิต คือกฎแห่งความสมดุลของการดำรงอยู่ ไม่ใช่หรือ ?

บนถนนข้าวสาร ไม่ว่าจะเป็นร้านแบกะดินหรือร้านรวงใหญ่โตหรูหรา ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าสองสิ่งนี้คือจุดเด่น จุดขาย คือเสน่ห์ของถนนข้าวสารที่ส่งเสียงเรียกให้บรรดานกฮูกนกเค้าแมวทั้งหลาย ร่อนปีกกางหางถลาลงบนถนนสายนี้ เมื่อนักร่ำราตรีกาลเหล่านี้หลั่งไหลมาเยือน ใครล่ะที่รับประโยชน์ เราไม่ต้องไปเอาธงมาฟันกันหรอกว่าเป็นใคร แม้ส่วนแบ่งและผลประโยชน์จะไม่เท่ากัน แต่นั่นก็เป็นไปอย่างสมน้ำสมเนื้อ ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของธุรกิจการค้าขาย เมื่อดีมานด์และซัพพลายอยู่ในภาวะที่สมดุล ธุรกิจการค้าขายและความรื่นรมย์บนถนนข้าวสารก็ยังคงดำเนินต่อไป...

***ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์ลมใต้ปีกนก /หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

Wednesday, September 27, 2006

นิทราและฝันอันสิ้นสูญ

อาจมีสักครั้ง หมายความว่า อาจมีสักคืนที่คุณนอนไม่หลับ โดดเดี่ยวและอ้างว้าง กระสับกระส่ายและสับสน ทนทุกข์อยู่ในค่ำคืนอันอึดอัดและยาวนาน...

คุณพยายามกล่อมโลกใต้เปลือกตาคุณให้หลับใหล ด้วยพาราเซตามอล 1 เม็ด 2 เม็ด 3 เม็ด คุณยังมีสติพอที่จะไม่กรอกมันลงไปทั้งกระปุก อันที่จริงคุณพยายามควานหายานอนหลับที่มันไม่เคยมีอยู่จริงในห้องหับโกโรโกโสของคุณนั่นต่างหาก

มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยที่คุณนอนไม่หลับ คุณมั่นใจว่าร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ตอนเย็นหลังเลิกงานคุณยังได้ออกกำลังกายด้วยการเตะฟุตบอลแทบทุกวัน และคุณก็ไม่เคยพบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยที่คุณกินยาพาราเซตามอล ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เพราะมันทำให้ปากคอคุณแห้งผาก ใจสั่นเหมือนอกจะแตกตาย ซ้ำร้ายคุณรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ โอย...! ผีห่าซาตานตนใด เป็นผีห่าซาตานตนใดกัน... ถ้อยคำรำพึงอันน่าเวทนาผ่านริมฝีปากออกมาอย่างอ่อนล้าระโรยแรง

คุณอ้าปากหาว 1 หาว 2 หาว 3 หาว น้ำตาคุณไหลพราก เปล่าหรอก คุณไม่ได้ร้องไห้ แต่เป็นอาการง่วงเหงาหาวนอนอันสุดจะทน แต่นรกชัดๆ! มันยากที่จะข่มตาให้หลับลงได้ ยิ่งคุณพยายามข่มตาหลับ คุณยิ่งตกอยู่ในห้วงหมุนวนของความคิด มันทะลักทลายมาจากไหนกันนักหนา ความคิดบ้าๆ และไร้สาระทั้งนั้น และราวกับว่ากะโหลกศีรษะของคุณจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ คุณหวาดกลัวจนต้องลืมตาโพลงอยู่ในความมืด และราวกับว่าเหล่าแมลงเล็กๆ กำลังแทะเล็มดวงตาของคุณอยู่กระนั้น แล้วคุณต้องจำนนในวินาทีนั้นเองว่า นิทราและความฝันได้จากคุณไปแล้ว

เสียงขับอาซานจากชุมชนมุสลิมแผ่วแว่วมาแต่ไกลพร้อมกับเสียงไก่ขัน...

คุณลุกจากที่นอน ออกมายืนโงนเงนอยู่กับเงาอันเลือนสลัวของตัวเอง ที่ริมระเบียง คุณยืนอยู่ริมระเบียง หากก้าวเท้าแม้เพียงก้าวเดียวคุณล้มหัวฟาดพื้นแน่ๆ หัวคุณมันหนักเหมือนค้อนปอนด์ และค้อนปอนด์นี้แหละกำลังตอกหัวคุณอยู่ คุณพยายามสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ แต่เป็นลมเช้านั่นหรอกที่ทำให้คุณดีขึ้น ได้เวลาที่คุณจะต้องอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานแล้วล่ะสิ และต่อจากนี้ คุณบอกกับตัวเองว่า คุณจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองหลับ!

คุณเปิดไฟที่ระเบียงหลังห้อง เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน จุดบุหรี่สูบ เดินเข้าห้องน้ำ ออกจากห้องน้ำพร้อมกับร่างอันเปลือยเปล่า เดินโทงๆ ไปจุดบุหรี่สูบ ชงกาแฟ 1 ช้อน 2 ช้อน 3 ช้อน นั่นแน่! คุณแอบแถมให้ตัวเองอีกครึ่งช้อน เช้านี้ต้องเป็นกาแฟดำเท่านั้น คุณบอกตัวเอง...

คุณถือแก้วกาแฟมาที่โต๊ะเขียนหนังสือ วางลง แล้วคุณค่อยๆ คลี่ผ้าม่านออกทีละนิด ราวกับว่าคุณเป็นผีดูดเลือดที่กลัวแสงสว่างอย่างนั้นแหละ คุณหันหลังกลับเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า จากร่างอันเปลือยเปล่า คุณเปลี่ยนมาอยู่ในชุดทำงาน เตรียมกระเป๋าและเอกสารมาวางที่โต๊ะเขียนหนังสือ คุณค่อยๆ นั่งลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอื้อมมือหยิบแก้วกาแฟ คุณจิบกาแฟ แล้วเปลี่ยนเป็นกรอกกาแฟลงคอ ถอนแก้วกาแฟออกจากปาก วางกลับที่เดิม หยิบบุหรี่ขึ้นมา คลึงเบาๆ แล้วป้อนเข้าปาก จ่อไฟแช็กที่ปลายมวนบุหรี่ แล้วจุด จุด จุด บุหรี่ติดไฟ คุณสูดควันเข้าปอด แล้วพ่นมันออกมาจากปาก คุณมองตามสายควันนั้นไปจนมันจางหาย คุณเคลิ้มและรู้สึกผ่อนคลาย ได้เวลาต้องไปทำงานแล้วล่ะ คุณบอกตัวเอง

แล้วคุณก็หลับไป...

ลมหนาวที่กำลังจะมาถึง และจากไป...

เมื่อฉันรู้จักรัก ฉันก็รู้จักเธอ ลมหนาว...

ฉันรู้สึก สัมผัส และได้ยินเสียงของเธออยู่เสมอ ทุกครั้งยามเมื่อเธอเดินทางมาถึง เธอจะค่อยๆ แง้มประตูเข้ามา ย่องเข้ามาเงียบๆ พัดลมเพดานหมุนวนเบาๆ นิ้วของเธอเลาะไล้ไปตามโมบายล์ริมหน้าต่าง มันส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง ประตูหลังห้องถูกเปิดออก แดดอ่อนอุ่นสาดระบาย ฉันจมอยู่ในฟูกนอน หลับตาและแน่นิ่ง บางครั้งฉันรู้สึกว่าเธอมาถึงเมื่อฉันกำลังจะตาย

เธอค่อยๆ ทอดกายลงข้างๆ และเริ่มเล่นซุกซนบนร่างของฉัน ไม่นานเธอก็เบื่อ และกลับมาเป็นเหมือนหญิงสาวผู้อ่อนโยน เธอค่อยๆ เอนกายแนบซบลงกับแผ่นอก แล้วพลิกกลับมานอนหนุนไหล่ เธอเอามือลูบหัวฉันแผ่วเบา แล้วกระซิบที่ข้างหู... ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นทั้งน้ำตา อยู่ในอาการกึ่งฝันกึ่งตาย

ฉันเคยเขียนบทกวี (ขอให้ฉันเรียกมันว่าบทกวีเถอะนะ) ในท่วงทำนองเดียวกันนี้เมื่อครั้งที่เธอจากไป...

ตอนนี้ ฉันรู้ว่าเธอยังอยู่อีกไกลกว่าจะเดินทางมาถึง เธออาจกำลังเพลินอยู่กับทุ่งดอกหญ้าและหมู่บ้านชาวดอยจนหลงลืมเวลา เธออาจมาไม่ถึง และเธออาจไม่มา แต่ฉันก็ยังไม่เคยเห็นเธอเหลวไหลอย่างนั้น แต่ก็ไม่แน่ เพียงแค่มันยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถ้าหากเกิดขึ้น ฉันก็ทำใจไว้แล้วล่ะ ทำใจไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอจากไป...

ฉันรู้จักและผูกพันกับเธอเมื่อไหร่ ฉันไม่รู้ รู้แต่เพียงว่า เมื่อฉันรู้จักรัก ฉันก็รู้จักเธอ ลมหนาว ฉันอาจคิดถึงการมาเยือนของเธอเร็วไปสักหน่อย นั่นเพราะว่าฉันเหลือเวลาให้กับการอาลัยอาวรณ์ไม่มากนัก ฉันกำลังจะจากไป และมีใครบางคนรอฉันอยู่ เขาให้เวลาฉันไม่มาก เพราะเขาบอกว่าฉันเสียเวลาไปกับการอาลัยอาวรณ์มามากแล้ว และที่ว่าฉันกำลังจะจากไป ก็ไม่รู้หรอกนะว่าฉันจะจากใครไป ไม่เห็นมีใครให้ฉันต้องจากเขาไปเลยนี่ มีแต่คนที่จะให้ฉันไปหาเขานั่นหรอก แต่ฉันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่ฉันกำลังจะจากมันไป ฉันไม่อยากค้นหา และฉันว่ามันคงไม่อยากปรากฏตัวหรอก อาจเป็นแมวจรจัดตัวนั้น ตัวที่มันมักมาส่งเสียงโหยหวนตอนดึกๆ ดื่นๆ มันหลอนฉัน แมวบ้านั่น เธอรู้มั้ย ลมหนาว เธอก็ไม่ต่างจากแมวจรจัดตัวนั้นหรอก

ฉันเพิ่งรู้สึกตัว และพบว่าที่ผ่านมาเหมือนฉันอยู่กับเธอมาตลอด ลมหนาว ฉันอยู่กับอดีต ความทรงจำ และวันคืนเก่าๆ มามากพอแล้วจริงๆ และฉันหวังว่าเราคงไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน ขอให้ฉันได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ จากชีวิตที่เหลืออยู่ ฉันผิดที่บอกกับตัวเองว่าเธอคือความหวังทั้งชีวิต แล้วฉันก็ตั้งตาเฝ้ารอเธอ และหลายครั้งที่เธอมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป และฉันก็ได้แต่รอ รอ เพียงเพื่อจะรอคอย...

เมื่อเธอเดินทางมาถึง ห้องของฉันก็จะเหลือเพียงความว่างเปล่า และเมื่อเธอแง้มประตูเข้ามา โมบายล์ริมหน้าต่างจะส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง แทนคำทักทายจากฉัน และแทนคำล่ำลา...

Wednesday, September 20, 2006

กระแสสำนึกของแมวจรจัดตัวหนึ่ง

มันเป็นอะไรที่...
บ่อยมาก หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นประจำเลยล่ะครับ เขาชอบมานั่งสูบบุหรี่ แล้วก็จมอยู่กับควัน ไม่รู้สิ... อ้อ! บางครั้งเขาก็เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนคนสติเลื่อนลอย ในความรู้สึกของผม มันเป็นอะไรที่คล้ายการสิงสู่ หรือถูกจองจำมากกว่า เหมือนวิญญาณของคนตายที่วนเวียนอยู่บริเวณที่เขาตายนั่นแหละ นั่งอยู่อย่างหงอยเหงา แขนทิ้งตก นิ้วทั้งสองคีบบุหรี่ที่กำลังจะหลุดร่วง สายควันลอยคว้าง เอาหัวพิงขอบหน้าต่างอย่างอ่อนล้า ค่อยๆ หลับตา แล้วก็ตายลง นั่นแหละครับภาพในความรู้สึกของผม แล้วเขาก็วนเวียนกลับมาตายที่เดิมในท่าเดิมอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันแล้ววันเล่า โถ! คิดได้อย่างนี้ แมวอย่างผมก็พลอยเศร้า แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเขายังไง หัวปลาทูที่ผมแอบคาบไปวางไว้ให้ เขาก็ปัดมันทิ้งไม่ไยดี เอ! วิญญาณร่อนเร่ตนนี้ชอบส่วนกุศลแบบไหนกันนะ เดี๋ยวคาบอะไรที่แบบขาวสวยหมวยอึ๋มมาวางไว้ตรงหน้า ดูซิหมอจะมีท่าทางยังไง จะว่าไปแล้วพวกมนุษย์ก็น่าเวทนากันทั้งนั้น เห็นสัตว์พวกนี้กัดกันทีไรก็น่าสงสาร – เวรกรรม! เมื่อไหร่พวกนี้จะรู้จักโตซักทีนะ
แบบว่า...
เมื่อเช้าตอนที่ผมเดินอาบแดดเล่นอยู่บนกำแพง ก็เหมือนทุกวัน ผมชะโงกคอดูพาดหัวข่าวบนแผงขายหนังสือพิมพ์ของเจ๊ดาหน้าปากซอย แน่นอนครับ มีข่าวคนฆ่ากันตายเหมือนทุกวันแหละ แต่ผมเห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งยืนอ่านพาดหัวข่าว ‘สาว 16 โดนเรียงคิวขืนใจ’ แล้วหันไปหยอกเย้าเพื่อนว่า “จับได้แล้ว ไอ้เดนทรชน” แล้วหัวเราะกันคิดคัก พอๆ กับพาดหัวข่าวเจ้าอาวาสแอบขยอบกับสีกาก่อนหน้านั้นน่ะ ผมเห็นสาวออฟฟิศท่าทางฉลาดมาดมั่นหันไปเปรยกับเพื่อนร่วมงานของหล่อนว่า “อยากลองบ้างมั้ยล่ะเธอ” ก็เหมือนข่าวสงครามที่พวกเขาชอบดูทหารหล่อๆ ชุดทหารเท่ๆ ดูความไฮเทคของรถถัง ดีไซน์ใหม่ของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นนั้นรุ่นนี้ และกับผู้คนที่ล้มตาย ทุกข์ทรมาน และหวาดผวา จากเหตุเภทภัยต่างๆ นานาที่เกิดจากธรรมชาติและน้ำมือของมนุษย์ด้วยกัน ผมไม่รู้ว่าทุกวันนี้นอกจากเรื่องของตัวเองแล้ว พวกมนุษย์ประเภทที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้นจะรู้สึกต่อเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้กันยังไง เฉยๆ เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ชินแล้วค่ะ/ครับ อะไรประมาณนั้นหรือเปล่า รู้สึกไม่ต่างอะไรกับอ่านข่าวดาราคนนั้นไปมีอะไรกับดาราคนนี้ในรถของดาราอีกคน อย่างนั้นไหม หรือว่าข่าวโศกนาฏกรรมต่างๆ ได้กลายเป็น Info-tainment หรือข่าวสารบันเทิงอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ไม่รู้นะ อันนี้เป็นเพียงข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ จากแมวแมวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามุมมองของแมวอื่นๆ จะเป็นอย่างไร
ไม่รู้สิ...
ถึงจะขึ้นชื่อว่าแมวเหมือนกัน แต่แมวเราก็ต่างความคิดต่างจิตต่างใจนะครับ กับเจ้าหนุ่มอมทุกข์ข้างหน้าต่างคนนั้น ผมกลัวเหลือเกินว่าถ้าหากขยับตัวลุกขึ้น ร่างของเขาก็จะสลายกลายเป็นฝุ่นผง ไม่ได้เจตนาจะเมจิคอลเรียลิสติกอะไรหรอกครับ ผมเพียงรู้สึกว่าชีวิตของเขานั้นคงเปราะบางราวกับความฝันของเด็กทารก -เป็นเพียงความรู้สึกน่ะครับ ก็อย่างที่บอก แมวเราก็ต่างความคิดต่างจิตต่างใจ ผมบังเอิญไปได้ยินได้ฟังบรรดาพวกแมวผู้ใหญ่พูดคุยกัน พวกเขาบ่นๆ กันประมาณว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่ค่อยคิดหรือทำอะไรเพื่อส่วนรวม วันๆ เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องของตัวเอง อ่อนแอ เปราะบาง แก้ปัญหาไม่เป็น จึงเห็นแฟชั่นการประชดประชันชีวิตและการหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย (ร่วมสมัย) อยู่บ่อยๆ รวมถึงหลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ยุคนี้ สำหรับผมแล้วนี่เป็นเพียงมุมมองของแมวกลุ่มหนึ่ง เป็นทัศนคติจากแมวชนชั้นกลางที่เป็นปัญญาชนเพียงไม่กี่แมวเท่านั้นเอง
อะไรประมาณนั้น...
ไม่ว่าจะเป็นโลกาภิวัตน์ นวัตกรรมใหม่ หรือจะไฮเทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ที่หลายแมวบอกว่าทำให้คนสมัยนี้นิสัยเสีย แต่ขณะเดียวกันสำหรับผม เวลามองออกไปนอกหน้าต่าง หรือมองจากบนกำแพง ผมว่ายุคสมัยนี้ก็มีเสน่ห์ สวย เก๋ น่ารัก และบาดตาบาดใจไปอีกแบบนะครับ ลองเปลี่ยนมุมที่คุณมอง นอกจากเดินบนกำแพง หรือไต่อยู่บนหลังคาบ้านแล้ว คุณลองเปลี่ยนเส้นทางที่เคยเดินเป็นประจำ (ห้ามเดินลัดสนาม!) คุณก็ลองเดินลัดสนาม (เด็กเล่น) ดูบ้างก็ได้นะครับ บางทีเราอาจได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน และได้รู้สึกในแบบที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน ก็อาจเป็นได้
โอะๆ เดี๋ยวๆ คนหนุ่มข้างหน้าต่างคนนั้นเขากำลังทำอะไรน่ะ อ้าวนั่น เขาพรวดพราดลุกขึ้น โอ๊ะ โอ๋ เขากำลังจ้องมองมาที่ผม ทันใดนั้นเขาก็ตวาดว่า
“เธอมันก็ไม่ต่างจากแมวจรจัดตัวนั้นหรอก!”
เธอก็ไม่ต่างจากแมวจรจัดตัวนั้น ชิชะ! คนหนุ่ม... อกหักแล้วพาลนี่หว่า ไม่ใช่แมวกะโหลกกะลา กู้!...แมวหยามนะโว้ย!

กรอบรูปอันว่างเปล่า

กรอบรูปอันว่างเปล่า

ใครนะช่างคิด ช่างจินตนาการ เอากรอบรูปมาแขวนไว้ใต้ต้นมะม่วงเล็กๆ ต้นหนึ่ง ต้นมะม่วงในสนามเด็กเล่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง ในโลกใบเล็กๆ ใบหนึ่ง มันคงจะเล็กมากถ้ามองลงมาจากทางช้างเผือก
มันเป็นเพียงกรอบรูปเล็กๆ อันหนึ่ง เป็นกรอบรูปอันว่างเปล่า ไม่มีทั้งภาพถ่ายและภาพเขียน อาจเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ หรืออาจเป็นเด็กตัวโตๆ สักคนที่เอากรอบรูปอันว่างเปล่านี้มาแขวนไว้กับกิ่งมะม่วง พวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่นะ พวกเขากำลังจินตนาการถึงสิ่งใดกันอยู่ล่ะ หรือพวกเขาอาจไม่คิดอะไรเลยก็เป็นได้ ในสมองของพวกเขาอาจว่างเปล่า หรือพวกเขาอาจไม่มีสมอง หรืออาจไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่อาจเป็นแค่คนบ้าสักคน ใช่ คนบ้ามักทำสิ่งที่เราไม่คาดคิดเสมอ
กรอบรูปอันว่างเปล่า หมุน และแกว่งไกวไปมากับสายลม มองดูเพลินๆ เหมือนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นไกวชิงช้า มองไปมองมาเหมือนโมบายล์ยามต้องสายลม สั่น แต่ไร้สุ้มเสียง ตากแดด ตากฝน เก่าคร่ำ และกำลังผุพอง แต่ภาพทุกภาพที่ผ่านเข้ามาในกรอบอันว่างเปล่านั้น สดใหม่ และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เป็นกรอบรูปที่มีไว้ใส่จินตนาการและความคิดฝัน กรอบรูปเล็กๆ ที่เราสามารถเห็นทั้งความจริงและภาพลวงตาได้พร้อมๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้อะไรดู การเห็นใช่มีแต่เพียงดวงตา เราเป็นทั้งผู้ดู และเป็นได้ทั้งคนที่อยู่ในภาพ และเราเลือกที่จะเดินออกมาจากกรอบรูปนั้นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะกรอบรูปอันว่างเปล่าไม่กักเก็บภาพใดไว้ในกรอบแห่งตน ภาพทุกภาพที่ผ่านเข้ามา ก็เพียงเพื่อจะผ่านไป...
กรอบรูปอันว่างเปล่าก็เหมือนกับหน้าต่างที่เราเปิดออกมาดูโลกใหม่ยามเช้า เราสัมผัสมันได้ด้วยลมหายใจที่มีอยู่ ชีวิตย่อมสัมผัสได้ถึงชีวิต นกน้อยตัวหนึ่งโฉบบินผ่านหน้าไป และใบไม้ที่กำลังร่วงลงดิน หน้าต่างไม่อาจบันทึกภาพเหล่านั้นไว้ได้ แต่มันก็เปิดออกให้เราได้เห็น ได้คิด และจินตนาการไปตามเรื่องตามราว นำเราออกไปสู่โลกอันไม่รู้จบของจินตนาการ นำเราออกจากการจ่อมจมอยู่กับภาพบางภาพในกรอบรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เราเผลอทำน้ำตาหกใส่มันอยู่ทุกค่ำคืน นำเราออกไปสู่โลกภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีพื้นที่ให้ความคิดฝันแบบเด็กๆ ของเราได้วิ่งเล่น เมื่อหน้าต่างเปรียบเสมือนกรอบรูปอันว่างเปล่า แล้วดวงตาแห่งการมองเห็นของเราล่ะ?
ดวงตาของเราก็ดุจดั่งกรอบรูปอันว่างเปล่า ดวงตาของเราพบและผ่านภาพต่างๆ มามากมาย คนดี คนเลว คนโลภ คนหลง คนรัก กระทั่งคนทรยศ ดวงตาของเราได้พบพานมาแล้วทั้งนั้น รวมทั้งภาพใบไม้ร่วงและนกน้อยโฉบบินตัวนั้นด้วย แม้เพียงเสี้ยววินาที เพราะดวงตาไม่เคยกักเก็บภาพใดไว้ในกรอบแห่งตน
กรอบรูปที่แท้จริงคือ ‘ความทรงจำ’ ต่างหาก บางภาพสลักมั่น บางภาพเลอะเทอะเลอะเลือน บางภาพซีดจาง บางภาพทำให้เราหงุดหงิดรำคาญ บางภาพสับสนวนวก บางภาพทำให้เราหัวเราะ และบางภาพก็ทำให้เราหัวเราะไม่ออก แล้วไยบางภาพทำให้เราเจ็บปวด กระทั่งหลั่งน้ำตา...
ความทรงจำคือกรอบรูปที่เก็บภาพต่างๆ ไว้ในกรอบแห่งตน ภาพต่างๆ จะสูญสลายไปก็ต่อเมื่อกรอบรูปนั้นถูกเผาไหม้ หรือฝังลงดินพร้อมกับซากร่างผู้เป็นเจ้าของ
กรอบรูปอันว่างเปล่าแขวนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเล็กๆ ต้นหนึ่ง ต้นมะม่วงในสนามเด็กเล่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง สนามเด็กเล่นในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ แห่งหนึ่ง หมู่บ้านจัดสรรในประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในโลกใบเล็กๆ ใบหนึ่ง โลกใบเล็กๆ ที่กำลังกลอกกลิ้งอยู่บนใบหน้าของจักรวาลอันเวิ้งว้างว่างเปล่า...

Monday, September 11, 2006

ชายหนุ่มฯ

ชายหนุ่มคนที่พระเจ้าขโมยไปจากเธอ


หลังเลิกงาน... เธอฝ่านรกบนท้องถนนและฝูงสัตว์ยานยนต์ที่กำลังคำรามอย่างคลั่งบ้า
กรุงเทพมหานคร เธอกำลังยืนห้อยโหนอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีพื้นที่อันจำกัด และจำกัดไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นจำนวนผู้คนและความฟุ่มเฟือยของพวกเขา เมืองที่วุ่นวายไปด้วยเสียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เมืองที่เต็มไปด้วยโทรศัพท์มือถือ (รวมของเธอด้วย) ถ้าเอามารวมกันก็คงกองเป็นภูเขาเลากา
รถเมล์คันที่เธอโดยสารเบียดเสียดยัดเยียดร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ นั้น... และรถเมล์คันที่มีผู้โดยสารเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่นั้น มันก็มักมีเหตุให้ต้องมีเรื่องบังเอิญชนิดนี้อยู่เสมอๆ มันคือความบังเอิญของกรุงเทพฯเมืองสวรรค์ที่มีสัตว์นรกเพศผู้เบียดเสียดยัดเยียดร่วมโดยสารมาในรถคันเดียวกันกับเธอ ให้ตายสิ! เธอรู้ว่ามันเป็นสัตว์นรกก็จากแววตาอันหื่นกระหายของมัน มันพยายามใช้บางอวัยวะ และบางอวัยวะของมันนั้นช่างไม่สัมพันธ์กับทิศทางและจังหวะการโยกคลอนของตัวรถเอาเสียเลย และจากจังหวะนั้น เธอก็ได้รับรู้ถึงโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ชักนำให้เธอมาพบกับไอ้โรคจิตมือสมัครเล่นคนนี้ มันตั้งใจและพยายามใช้อวัยวะส่วนนั้นหาเศษหาเลยกับเนื้อตัวร่างกายของเธอ

มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในรถเมล์คันเท่ากระป๋องนม แต่บรรจุผู้คนได้มหาศาล เมื่อรถเมล์ทุกคันอัดแน่นไปด้วยผู้คน หนทางเดียวที่จะกลับบ้าน ก็คือต้องยอมทนเบียดเสียดยัดเยียดไปกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วยสถานภาพอย่างเธอ หากไม่จำเป็นจริงๆ เธอจะไม่ใช้บริการแท็กซี่ แต่คราวนี้ เธอบอกตัวเอง แต่คราวนี้ เธอโชคไม่ดีจริงๆ ซวยชิบเป๋ง! ทุเรศ... ทุเรศที่สุด!...ไอ้เหี้ยยย! (เธอด่ามันดังๆ ในใจ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ปกติเธอเป็นคนเรียบร้อย และไม่ชอบสบถคำหยาบคาย แต่ขอโทษ คราวนี้เธอสุดที่จะทน!)

บนรถไม่เหลือที่ว่างพอให้เธอได้ปกป้องผายสะโพกและแอ่นอกของตัวเอง และในห้วงจินตนาการของไอ้โรคจิตคนนั้น มันคงปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกจนหมดแล้ว เธอคงเหลือแต่ตัวเปลือยเปล่าล่อนจ้อน ถ้าเดาไม่ผิด ในความคิดอุบาทว์ของมันนั้น มันคงกำลังข่มขืนชำเราเธออยู่เป็นแน่แท้ เมื่อคิดได้ดังนั้น มันทำให้เธอรู้สึกเสียวสะท้าน เปล่าหรอก เปล่า! กรุณาอย่าเข้าใจผิด เธอไม่ได้รู้สึกเคลิ้มกับเรื่องอย่างว่า แต่เธอหวาดผวาไปกับความคิดของตัวเองเท่านั้น และนั่นทำให้เธอไม่รีรอที่จะขอทางท่านผู้โดยสารทั้งหลาย ก้าวเท้าน้อยๆ ของเธอลงจากรถ ยัง! ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ด้วยความเจ็บใจ เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบหางตาหันไปมองมัน ไอ้สัตว์นรกนั่น มันกำลังยิ้มแสยะเขี้ยวอันชั่วร้ายเย้ยหยัน วินาทีนั้น เธอแน่ใจแล้วว่า มันมาจากนรกจริงๆ

ถึงมันจะลำบากยากเข็นสักเพียงไหน เธอบอกกับตัวเอง ถึงมันจะลำบากยากเย็นสักเพียงไร เธอก็จะยอมทน เพราะเธอมีความหวัง เพราะเธอมีความอบอุ่น นั่นเพราะเธอมีความสุข ถึงมันจะเป็นความสุขเพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่เธอก็ไม่ต้องการอะไรมากมายไปกว่านี้ นั่นเพราะเธอมีความรัก เพราะเธอมีเขา ชายหนุ่มคนที่เธอรัก เขากำลังรอเธออยู่ที่จุดหมายปลายทาง อยู่ในหับห้องอันเสมือนเรือนรัง อยู่กับชายที่เธอรักและภักดีต่อเขา โอ้! สวรรค์! เธอไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว

เธอกลับมาถึงห้องเช่าด้วยความอ่อนล้า ในสภาพที่ราวกับว่าเธอโดนกระชากลากถูไปปู้ยี่ปู้ยำที่ไหนมา แต่ขอบคุณสวรรค์ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง...
...แต่โอ้!... สวรรค์! ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เพียงเพื่อจะนำทางเธอมาพบกับความปวดร้าวยิ่งกว่า... ยิ่งกว่าความปวดร้าวใด เธอไขกุญแจเปิดประตูห้อง ลมสายหนึ่งพลิ้วผ่านร่าง เธอหยุดชะงัก นิ่งค้าง ลางสังหรณ์บอกว่าบางสิ่งบางอย่างไม่เหมือนเดิม วูบนั้น ฉับพลัน และราวกับสายฟ้าฟาด เธอรู้สึกถึงความว่างเปล่าร้าวรานในหัวใจ เธอวิ่งพล่านไปทั่วห้องเหมือนคนเสียสติ เปิดตู้เสื้อผ้า วิ่งปราดไปที่ระเบียงหลังห้อง เข้าไปในห้องน้ำ แล้วค่อยๆ โผเผออกมาอย่างอ่อนล้า โอ้!สวรรค์ เพียงเพื่อจะบอกว่า... เธอไม่เหลืออะไร โอ้! พระเจ้า! พระองค์เอาชายคนที่เธอรักไปไว้เสียที่ไหน พระองค์ขโมยคนรักของเธอไปยังหนแห่งใด โอ้! พระเจ้า! พระองค์ทำได้ยังไงกัน นั่นมันคนรักของเธอนะ!

เธอทรุดตัวลงกับพื้นห้อง ตีอกชกตัว กำกำปั้นทุบกำแพง แรงๆ แรงๆ เพียงเพื่อจะถามว่า นี่เป็นความจริงใช่มั้ย หรือเพียงแค่เธอฝันไป สุดท้ายเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดไปที่ชื่อและหมายเลขที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี... ไม่มีสัญญาณตอบรับ ไม่ต้องถามถึงเหตุผล ไม่ต้องถามว่าทำไม หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาเธอพอจะเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไร เพียงแต่เธอไม่เคยเอะใจ ไม่เคยคิดระแวงสงสัยในความรักและคนที่เธอรัก ไม่ว่าคนอื่นเขาจะพูดกันยังไง จนถึงวินาทีที่เธอยอมจำนนกับความจริงที่ว่า... ชายหนุ่ม ชายคนที่เธอรัก ได้จากเธอไปแล้วจริงๆ และนั่นทำให้น้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากขอบตา มันไหลรินออกมาจากหัวใจอันแหลกสลายของเธอนั่นหรอก และเธอรู้อีกว่า อีกนานกว่าที่มันจะหยุดรินไหล และเธอยังรู้อีกว่า แผลในใจ มันไม่ใช่แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก!

เธอต้องการใครสักคนเพื่อระบายความรู้สึก เธอต้องการใครสักคนเพื่อจะบอกความในใจ เธอต้องการใครสักคนที่อยากรับฟังและเข้าใจ เธอต้องการใครสักคนที่จะบอกให้เขารับรู้ว่า เธอปวดร้าวเพียงใด เธอเสียใจ เธออยากบอกว่า เธอเสียดาย ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอยังไม่ได้ทำ และยังมีคำหนึ่งคำที่เธอยังไม่ได้บอกกับเขา... ชายหนุ่มเอ๋ย! สิ่งที่เธอทำนั้นมากกว่าคำว่า... รัก