hammer of a gun

สุรชัย พิงชัยภูมิ

Wednesday, September 20, 2006

กรอบรูปอันว่างเปล่า

กรอบรูปอันว่างเปล่า

ใครนะช่างคิด ช่างจินตนาการ เอากรอบรูปมาแขวนไว้ใต้ต้นมะม่วงเล็กๆ ต้นหนึ่ง ต้นมะม่วงในสนามเด็กเล่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง ในโลกใบเล็กๆ ใบหนึ่ง มันคงจะเล็กมากถ้ามองลงมาจากทางช้างเผือก
มันเป็นเพียงกรอบรูปเล็กๆ อันหนึ่ง เป็นกรอบรูปอันว่างเปล่า ไม่มีทั้งภาพถ่ายและภาพเขียน อาจเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ หรืออาจเป็นเด็กตัวโตๆ สักคนที่เอากรอบรูปอันว่างเปล่านี้มาแขวนไว้กับกิ่งมะม่วง พวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่นะ พวกเขากำลังจินตนาการถึงสิ่งใดกันอยู่ล่ะ หรือพวกเขาอาจไม่คิดอะไรเลยก็เป็นได้ ในสมองของพวกเขาอาจว่างเปล่า หรือพวกเขาอาจไม่มีสมอง หรืออาจไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่อาจเป็นแค่คนบ้าสักคน ใช่ คนบ้ามักทำสิ่งที่เราไม่คาดคิดเสมอ
กรอบรูปอันว่างเปล่า หมุน และแกว่งไกวไปมากับสายลม มองดูเพลินๆ เหมือนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นไกวชิงช้า มองไปมองมาเหมือนโมบายล์ยามต้องสายลม สั่น แต่ไร้สุ้มเสียง ตากแดด ตากฝน เก่าคร่ำ และกำลังผุพอง แต่ภาพทุกภาพที่ผ่านเข้ามาในกรอบอันว่างเปล่านั้น สดใหม่ และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เป็นกรอบรูปที่มีไว้ใส่จินตนาการและความคิดฝัน กรอบรูปเล็กๆ ที่เราสามารถเห็นทั้งความจริงและภาพลวงตาได้พร้อมๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้อะไรดู การเห็นใช่มีแต่เพียงดวงตา เราเป็นทั้งผู้ดู และเป็นได้ทั้งคนที่อยู่ในภาพ และเราเลือกที่จะเดินออกมาจากกรอบรูปนั้นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะกรอบรูปอันว่างเปล่าไม่กักเก็บภาพใดไว้ในกรอบแห่งตน ภาพทุกภาพที่ผ่านเข้ามา ก็เพียงเพื่อจะผ่านไป...
กรอบรูปอันว่างเปล่าก็เหมือนกับหน้าต่างที่เราเปิดออกมาดูโลกใหม่ยามเช้า เราสัมผัสมันได้ด้วยลมหายใจที่มีอยู่ ชีวิตย่อมสัมผัสได้ถึงชีวิต นกน้อยตัวหนึ่งโฉบบินผ่านหน้าไป และใบไม้ที่กำลังร่วงลงดิน หน้าต่างไม่อาจบันทึกภาพเหล่านั้นไว้ได้ แต่มันก็เปิดออกให้เราได้เห็น ได้คิด และจินตนาการไปตามเรื่องตามราว นำเราออกไปสู่โลกอันไม่รู้จบของจินตนาการ นำเราออกจากการจ่อมจมอยู่กับภาพบางภาพในกรอบรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เราเผลอทำน้ำตาหกใส่มันอยู่ทุกค่ำคืน นำเราออกไปสู่โลกภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีพื้นที่ให้ความคิดฝันแบบเด็กๆ ของเราได้วิ่งเล่น เมื่อหน้าต่างเปรียบเสมือนกรอบรูปอันว่างเปล่า แล้วดวงตาแห่งการมองเห็นของเราล่ะ?
ดวงตาของเราก็ดุจดั่งกรอบรูปอันว่างเปล่า ดวงตาของเราพบและผ่านภาพต่างๆ มามากมาย คนดี คนเลว คนโลภ คนหลง คนรัก กระทั่งคนทรยศ ดวงตาของเราได้พบพานมาแล้วทั้งนั้น รวมทั้งภาพใบไม้ร่วงและนกน้อยโฉบบินตัวนั้นด้วย แม้เพียงเสี้ยววินาที เพราะดวงตาไม่เคยกักเก็บภาพใดไว้ในกรอบแห่งตน
กรอบรูปที่แท้จริงคือ ‘ความทรงจำ’ ต่างหาก บางภาพสลักมั่น บางภาพเลอะเทอะเลอะเลือน บางภาพซีดจาง บางภาพทำให้เราหงุดหงิดรำคาญ บางภาพสับสนวนวก บางภาพทำให้เราหัวเราะ และบางภาพก็ทำให้เราหัวเราะไม่ออก แล้วไยบางภาพทำให้เราเจ็บปวด กระทั่งหลั่งน้ำตา...
ความทรงจำคือกรอบรูปที่เก็บภาพต่างๆ ไว้ในกรอบแห่งตน ภาพต่างๆ จะสูญสลายไปก็ต่อเมื่อกรอบรูปนั้นถูกเผาไหม้ หรือฝังลงดินพร้อมกับซากร่างผู้เป็นเจ้าของ
กรอบรูปอันว่างเปล่าแขวนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเล็กๆ ต้นหนึ่ง ต้นมะม่วงในสนามเด็กเล่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง สนามเด็กเล่นในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ แห่งหนึ่ง หมู่บ้านจัดสรรในประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง ประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในโลกใบเล็กๆ ใบหนึ่ง โลกใบเล็กๆ ที่กำลังกลอกกลิ้งอยู่บนใบหน้าของจักรวาลอันเวิ้งว้างว่างเปล่า...

1 Comments:

  • At 8:52 AM, Anonymous รุ้ง said…

    โห ชอบบทความนี้จัง
    อ่านแล้วก็อยากจะรักษากรอบรูปให้อยู่ไปกับเรานานๆ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นรูปที่เศร้าหรือเหงาก็ตาม....

     

Post a Comment

<< Home