ฤดูหนาว
ผมจากบ้านเกิดมานาน ป่านนี้กองไฟคงเรียงรายอยู่ตามสองข้างทาง สี่ห้าปีมานี้ผมขังตัวเองอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยหน้าที่การงานที่ตัวเองได้เลือกแล้ว ผมจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เดินทางออกไปต่างจังหวัด แม้แต่ปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพฯ ผมก็แทบไม่มีโอกาสเหยียบย่างไปถึง
สองสามวันมานี้ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าฤดูหนาวได้มาถึงกรุงเทพฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รู้ได้จากอาการนอนตัวขดตัวงอกอดก่ายตัวเองอยู่เหมือนตัวหนอนในตอนเช้า ตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ผมต้องทำความเข้าใจกับน้ำหยดแรกเสียก่อนที่มันจะรดรินลงบนเรือนร่างของผม เมื่อปรับจูนทำความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ผมจึงค่อยกัดฟัน กลั้นใจ หนึ่ง... สอง... ส้ำ!
ฤดูหนาวมีกลิ่นอายของมัน... ผมได้กลิ่นควันไฟบางเบา มันเร้าความรู้สึก และเรียกความทรงจำบางชนิดให้หวนคืนมา เช่น เพลงเพลงหนึ่ง เมื่อเราได้ยินได้ฟังมันอีกครั้ง อาจทำให้เรานึกถึง วันหนึ่ง คืนหนึ่ง สถานที่หนึ่ง ครั้งหนึ่ง และใครคนหนึ่ง มันคือจำนวนที่มิอาจนับของสิ่งที่ล่วงเลยผ่านมา เราอาจคิดถึง เราอาจรัก กระทั่งเราอาจเจ็บปวด เราก็ได้แต่รู้สึกและนึกถึงมัน เราทำได้แค่นั้น...
เปิดประตูห้อง ลมเย็นปะทะใบหน้า ยอดหญ้าลู่เอนไหว ใบไม้หล่นร่วง ปวงความสุข โอ... ผมรู้สึกถึงปวงความสุขที่หลากล้นหลั่งไหลอยู่ในสายลม ดอกไม้ผลิบาน และเสียงนกร้องเริงรำ ฤดูหนาวนำพาสิ่งเหล่านี้มาสู่ชีวิตแต่เช้า ผมรู้สึกว่าโลกทั้งโลกต่างยิ้มโยนความสุขมาสู่ผม แม้แต่หมาข้างถนนที่กำลังเดินแกว่งหางอยู่ไม่ไกล มันยังหันมายิ้มให้ผมเลย
นานแล้วที่ผมไม่ได้เห็นกองไฟที่ถูกก่อขึ้นเพื่อผิงกันความหนาว...
ป่านนี้กองไฟที่บ้านเกิดคงเรียงรายอยู่ตามสองข้างทาง หลานๆ คงนั่งล้อมรอบกองไฟกันตาแป๋ว พวกเขาคงกำลังหาเผือกหามันมาเผากินกัน...
กรุงเทพฯ หนาวแล้ว และกองไฟกองหนึ่งถูกก่อขึ้นในกรุงเทพมหานคร
อา! ...ผมช่างตื่นเต้นอะไรเช่นนี้!
